วิธีพูดกับลูก ด้วยพลังบวก อย่างได้ผล!

วิธีพูดกับลูก

  • “ทำไมไม่ทำแบบนั้นล่ะ”
  • “ทำไมทำได้แค่นี้”
  • “ทำไม่ได้หรอก”
  • “ใครทำ”
  • “อยากโดนตีเหรอ”
  • “บอกให้เงียบ”
  • “อย่าทำ”
  • “ทำสิ บอกให้ทำ”
  • “อะไรอีก...”

คุณเคยพูดประโยคเหล่านี้ไหม

 

ร้อยละ 80 รับรองว่าเราคุ้นชินกับประโยคเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน

ทั้งในฐานะคุณครู นักเรียน พ่อแม่ และลูก หรือผู้ปกครอง

คุณคิดว่า คุณรู้สึกอย่างไร เมื่อได้ยินหรือได้พูด

  • ชอบไหม  เพราะอะไร
  • ไม่ชอบไหม เพราะอะไร

จากการประสบการณ์ในวงการการศึกษา การสัมผัสครอบครัวผู้ปกครอง และเด็กๆ

ในฐานเด็ก ถ้าได้ยินคำนี้ กลายเป็นว่า เด็กๆหยุดคิดสักพัก ในใจคิดอยู่ 2 อย่างคือ จะต่อต้านหรือทำตามคำสั่งดี แต่ถ้าต่อต้าน จะได้แก้เผ็ดได้ แต่ถ้าทำตามครั้งหน้าจะได้ไม่โดนอีก  แต่ถ้าโดนอีกล่ะ คงต้องต่อต้านละคราวนี้

ในฐานะครู คำพูดเหล่านี้ ช่างปกาศิตยิ่งนัก เพียงไม่กี่วินาที นักเรียนก็ถูกสยบและเงียบลง แต่เมื่อผ่านไปไม่กี่นาที สวนสนุกก็กลับมามีชีวิตอีกครา เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ตลอดคาบเรียนและตลอดวัน

ในฐานะพ่อแม่ วิธีพูดแบบนี้ช่างมีอำนาจ ดุดัน เผด็จการ ดูน่ากลัว จัดการเด็กน้อยให้อยู่หมัดได้อย่างง่ายดาย และทำให้ลูกๆไม่กล้าปริปากใดๆ

 

แต่ถ้อยคำสั้นๆ ห้วนๆ เสียงดังและแหลมนี้ ที่เราคิดว่าเราจัดการปัญหาได้อย่างง่ายดาย ไม่ได้มีแต่ข้อดี ยังมีข้อเสียแถมมาด้วย เด็กๆหรือกระทั่งผู้ใหญ่เองจดจำคำพูดเหล่านั้นจนขึ้นใจ และเก่งกาจถึงขั้น รู้เลยว่า ถ้าทำแบบนี้จะโดนแบบนี้ พ่วงคำพูดแบบนี้ 

สมองของคนเรามีความพิเศษตรงที่จะทำตามคำพูดที่บอกให้ทำ เช่น

“กิน” “อ่านหนังสือ” “เล่น” “เที่ยว” “พักผ่อน” เป็นต้น

แต่ไม่สนใจคำพูด เช่น

“ไม่ให้กิน” “อย่ากิน” ทำไมไม่อ่านหนังสือ” “บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเล่น” เป็นต้น

สมองของเราจะทำงาน

ขณะที่กินอยู่แล้วบอกว่า “ไม่ให้กิน” สมองเราจะรับรู้แค่ว่ากิน คำว่า “ไม่ให้” “อย่า” เราจะไม่รับรู้ ทำให้เรายังคงกินต่อ ดูเหมือนไม่เชื่อฟัง แต่ความเป็นจริงคือ สมองเราเลือกที่จะฟังประโยคบอกเล่ามากกว่าปฏิเสธ

 

เช่นเดียวกัน

ถ้าเราอยากให้เด็กหรือผู้ใหญ่เอง ทำอะไร

ควรบอกให้ทำสิ่งนั้นเลย เราควรคิดหนึ่งขั้นก่อนล่วงหน้า เช่น

ในขณะที่เด็กๆเล่นอยู่ เราอยากให้มาอ่านหนังสือ

เราควรพูดว่า “มาเร็วๆ มาอ่านหนังสือ เรื่องนี้น่าสนุกมาก” เป็นต้น

 

ในทำนองเดียวกัน

ถ้าเราอยากให้เด็กเชื่อฟังพ่อแม่

ในฐานะพ่อแม่  เราก็บอกตรงๆว่า “เป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่นะลูก”

พูดประโยชน์เชิงบวกซ้ำๆ

โทนเสียงที่ใช้

ควรเป็นน้ำเสียงต่ำ ทุ้ม ช้าๆ ชัดๆ ซ้ำๆ

เพราะจะทำให้ผู้ฟังใจเย็น มีระยะเวลาให้เขาหยุดคิดตามคำสั่งของเรา แล้วเขาจะคล้อยตามอย่างเป็นธรรมชาติ

ในทางตรงข้าม หากเราใช้น้ำเสียงวี๊ดว้าย กราดเกรียว น้ำเสียงและคำพูดที่เด็กๆตอบสนองก็จะเป็นเช่นนั้น เพราะเด็กเลื่อนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ เขาคิดว่า ถ้าโก่งคอเถียงแบบนี้จะทำให้ชนะ แต่ความจริง กลับเพิ่มความไม่พอใจมากขึ้น

 

นอกจากนี้ความพิเศษของสมองยังไม่หมดแค่นี้ สมองทำงานเป็นคู่ขากับจิตใต้สำนึก หากเราต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิธีคิด เราจำเป็นต้องสื่อสารกับจิตใต้สำนึกนี้ โดยผ่านสมอง และรับจากการสนทนา การเห็น และได้ยิน รวมถึงสัมผัส

 

ดังนั้น หากต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ดีขึ้น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จำเป็นต้องได้รับแรงบวก พลังบวก คำพูดที่ดี และความคิดทัศนคติเชิงบวก สมองเราพร้อมเปิดรับ อยากรับรู้และจะรีบส่งต่อให้จิตใต้สำนึก ไปยังความคิด ความรู้สึก และส่งต่อมายังพฤติกรรม

ถ้าเราอยากเป็นคนเช่นไร เราต้องพูดกับตัวเองแบบนั้น

ถ้าเราอยากให้ลูกเรา นักเรียนของเราเป็นแบบไหน เราต้องพูดกับเขาแบบนั้น

ทำเช่นนี้ ด้วยความกระชับ สั้นๆ ซ้ำๆ เป็นประจำ

แล้วเด็กน้อยคนใหม่ คุณคนใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม จะอยู่กับคุณ เพียงเพราะวิธีพูดของคุณ

 

 

ปัญแสง

Get your plan, your jobs and your life

Comments